ความสุขทางใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์จากการบริจาคโลหิต
วันที่ 14 ธันวาคม 2565 กองทรัพยากรบุคคลและบุคคลากรมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ร่วมใจกันบริจาคโลหิตให้กับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ณ ห้องสุโขทัย อาคารอเนกนิทัศน์ มสธ. ในปี 2566 มหาวิทยาลัยจะดำเนินการรับบริจาคทั้งหมด 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการบริจาคโลหิตครั้งแรก ครั้งที่ 2 วันที่ 14 มีนาคม 2566 ครั้งที่ 3 วันที่ 13 มิถุนายน 2566 และครั้งที่ 4 วันที่ 12 กันยายน 2566
การรับบริจาคโลหิต | วันที่ |
---|---|
ครั้งที่ 1 | 14 ธันวาคม 2565 |
ครั้งที่ 2 | 14 มีนาคม 2566 |
ครั้งที่ 3 | 13 มิถุนายน 2566 |
ครั้งที่ 4 | 12 กันยายน 2566 |
โลหิตหรือเลือดเป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดเลือดประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) เม็ดเลือด (Blood Cell) สร้างจากไขกระดูก มี 3 ชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) ช่วยลำเลียงก๊าซออกซิเจนเพื่อให้เซลล์ใช้สันดาปเป็นพลังงานและนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายเมื่อหายใจออก เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) ช่วยทำลายเชื้อโรคและปกป้องร่างกายโดยสร้างภูมิคุ้มกัน และเกล็ดเลือด (Platelets) ช่วยทำให้เลือดแข็งตัวตรงจุดที่มีการฉีกขาดของหลอดเลือด 2) พลาสมา (Plasma) เป็นของเหลวสีเหลืองใส ประกอบด้วยสารโปรตีน ได้แก่ อัลบูมิน (Albumin) โกลบูลิน (Globulin) อิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) ปัจจัยการแข็งตัวของเลือด ()
การบริจาคโลหิตแต่ละครั้งจะมีปริมาณในการบริจาคครั้งละ 350 – 450 ซีซี ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค หรือคิดเป็น 10 -12% ของปริมาณโลหิตทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาคโลหิต สามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน โลหิตที่ได้จะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่เกิดภาวะสูญเสียโลหิตเฉียบพลัน ได้แก่ อุบัติเหตุ การผ่าตัด ตกเลือดหลังคลอดบุตรเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือผู้ป่วยโรคเลือด ได้แก่ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางจากสาเหตุอื่น ๆ โรคเกล็ดเลือดต่ำ หรือโรคขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด
การบริจาคโลหิตจะช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้นและกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตขึ้นมาใหม่ทดแทน จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แนวทางของการบริจาคโลหิตจะพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้บริจาค ความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต คลิกที่นี่